ค้นหาคำศัพท์

ค้นหาด้วย Keyword



ผลการค้นหา "B" 70 results

หมวดอักษร คำศัพท์ คำอ่าน ภาษาต้นตอ คำสะกด
B Broken octave โบร๊กเคน อ๊อกเทฟ (อังกฤษ) โบร๊กเคน อ๊อกเทฟ
คำอธิบาย

เสียงคู่แปดแยกเสียง

หมายถึงการเล่นโน้ตเสียงคู่แปด 2 ตัวแบบเรียงเสียง ไม่เล่นพร้อมกัน

หมวดอักษร คำศัพท์ คำอ่าน ภาษาต้นตอ คำสะกด
B Blues บลูส (อังกฤษ) บลูส
คำอธิบาย

เพลงบลูส์

เพลงประเภทหนึ่งที่ชาวแอฟริกัน – อเมริกันแถบภาคใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกาพัฒนาขึ้นมาจากการนำเอารากเหง้าของ “เพลงประกอบการทำงานหนักชาวแอฟริกัน –อเมริกัน”(African – American work songs) และ “เพลงพื้นบ้านของ

ชาวยูโรเปียน-อเมริกัน”(European-American folk songs) มาบูรณาการเข้าด้วยกันในช่วงปี ค.ศ. 1860 โดยมีลักษณะของเพลงพิธีกรรมตามลัทธิความเชื่อ  เพลงทำงาน เพลงตะโกนเรียกในท้องทุ่งท้องนา  เสียงตะโกน และเพลงสวด รวมกันอยู่ บทขับร้องเป็นบทพรรณนาคล้ายเพลงบัลลาดให้ 2 กลุ่มนักร้องขับร้องเรียกและขานโต้ตอบกัน สังคีตลักษณ์ของเพลงบลูส์เป็นเพลง 3 ท่อนแต่ละท่อนยาว 12 ห้องท่อนที่ 1 และ 2 ใช้ทำนองและบทขับร้องเดียวกันแต่ในท่อนที่ 2 มีส่วนพัฒนาอยู่บ้าง  ส่วนท่อนที่ 3 มีแนวทำนองแตกต่าง ถ้าเขียนสูตรแสดงโครงสร้างของสังคีตลักษณ์ของเพลงบลูส์ก็จะได้ว่า  A  A’  B       แนวทำนองของเพลงเลือกเอาระดับเสียงจากอนุกรมเสียงของมาตราเสียงบลูโน้ตส์ (Blue notes) หรือ เวอรีด โน้ตส์ (Worried notes) ซึ่งลดเสียงขั้นที่ 3 และขั้นที่ 5 ของมาตราเสียงไดอาโทนิก (Diatonic scale ไดอาโทนิก สเกล) ลง 1 ครึ่งเสียง ลักษณะจังหวะ (Rhythm รีเทิม) ของเพลงบลูส์เป็นแบบจังหวะขัดหรือจังหวะขืน (Syncopation ซิงโคเปเชิน) ใช้แนวเสียงประสานแบบดำเนินคอร์ดวนจากคอร์ดขั้นโทนิก (I) ไปยังคอร์ดขั้นซับโดมินันต์ (IV) และขั้นโดมินันต์ (V) และจบที่ตอร์ดขั้นโทนิก (I) ถ้าเขียนสูตรแสดงการดำเนินคอร์ดของเพลงบลูส์ก็จะได้ว่า              I – IV – V – I

     เพลงบลูส์เป็นเพลงโศกสมชื่อว่าบลู (Blue)  ซึ่งแปลว่าโศกใช้อัตราจังหวะช้า ผสมผสานเพลงทำงานและเพลงพิธีกรรมของชาติพันธุ์อาฟริกันเข้าด้วยกัน

หมวดอักษร คำศัพท์ คำอ่าน ภาษาต้นตอ คำสะกด
B Brace เบร๊ซ (อังกฤษ) เบร๊ซ
คำอธิบาย

วงเล็บปีกกา

รูปวงเล็บปีกกาที่ใช้ลากคร่อมเส้นดิ่งที่ลากปิดด้านต้นบรรทัดห้าเส้น 2 ชุดของเกรตสตาฟ (Great  staves)  เมื่อบันทึกโน้ตสำหรับเปียโนเพื่อสื่อสารว่าต้องเล่นทั้งโน้ตบรรทัดบนและโน้ตบรรทัดล่าง ที่อยู่ในห้องตรงกันไปพร้อมกันด้วยนิ้วมือทั้งสองมือ

หมวดอักษร คำศัพท์ คำอ่าน ภาษาต้นตอ คำสะกด
B Broken chord โบร๊กเคนคอรด (อังกฤษ) โบร๊กเคนคอรด
คำอธิบาย

คอร์ดแยกเสียง

คอร์ดที่เล่นแบบเรียงเสียงในคอร์ดให้ดัต่อเนื่องกันทีละเสียง   ไม่ใช่ดังพร้อมกัน เหมือนแบบตีคอร์ด (Strumสตรั๊ม)มีคำเรียกอย่างอื่นว่าอาร์เปโจ (Arpeggio)

หมวดอักษร คำศัพท์ คำอ่าน ภาษาต้นตอ คำสะกด
B Ballet บ๊าเล / แบเล้ ฝรั่งเศส บัลเลต์
คำอธิบาย
ระบำบัลเลต์ ระบำปลายเท้าละครบัลเลต์ รากศัพท์มาจาก Ballare(บ๊าลแลร) ในภาษาอิตาเลียน ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า To dance (ทู แด๊นซ–เต้นรำ)เป็นกระบวนแบบหนึ่งของการเต้นรำประกอบดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านประเพณี เทคนิค วิธี สถาบันสอน และรูปแบบการเต้นแตกต่างจากการเต้นรำกระบวนแบบอื่นอย่างสิ้นเชิง ผู้เต้นต้องสวมรองเท้าปลายตัดทาผงชอล์ก และทรงตัวเต้นรำบนปลายรองเท้าที่ตนเองสวมนั้นเกือบตลอดเวลา ภาษาไทยจึงแปล Ballet ว่า ระบำปลายเท้า ถ้าแสดงบัลเลต์แบบละครคือผู้เต้นรำต้องสวมบทบาทการแสดงเป็นตัวละครตามบทไปพร้อมกับการเต้นรำจะมีส่วนประกอบสำคัญ อย่างน้อย 2 ส่วนคือ ส่วนออกแบบท่าเต้น(Choreography คอริออกร๊าฟฟี) โดยนักออกแบบท่าเต้น(Choreographer คอริออกร๊าฟเฟอร์) ที่ต้องฝึกนักเต้นเป็นเวลายาวนานจนเชี่ยวชาญ และส่วนดนตรีที่นิพนธ์โดยสังคีตกวี โดยปรกติจะเป็นดนตรีแนวคลาสสิก ผู้จัดการแสดงต้องออกแบบเครื่องแต่งกายและจัดฉากพื้นหลังของเวทีและอุปกรณ์ประกอบฉากให้เข้ากับเนื้อเรื่อง บทบาทการแสดง และการเคลื่อนไหวของเสียงดนตรีประกอบอย่างหรูหราอลังการในกระบวนแบบเดียวกันกับการจัดการแสดงโอเปรา(Opera อ๊อปเปอรา)ผู้แสดงบัลเลต์แบบละครไม่ได้ร้องเพลงดำเนินเรื่อง แต่สื่อเรื่องด้วยท่าเต้นและสีหน้าท่าทางละครบัลเลต์เรื่องเด่นๆ มีเช่น เรื่อง เดอะนัตแคร็กเกอร์(The Nutcracker นายขนมปังเมล็ดถั่ว) ซึ่งออกแบบท่าเต้นรำโดย มาริอุสเปติปา(Marius Petipa1818 - 1910) บิดาแห่งการออกแบบท่าเต้นชาวฝรั่งเศส และเลฟ อิวานอฟ (Lev Ivanov 1834 - 1901) นักเต้นบัลเลต์และนักออกแบบท่าเต้นชาวรัสเซียนและปีเตอร์ อีลิช ไชคอฟสกี (Pyotr Ilyich Tchaikovsky1840 – 1893) สังคีตกวีชาวรัสเซียน เป็นผู้นิพนธ์ดนตรี และบทเรื่อง ซวอน เล้ก(Swan Lake ทะเลสาบแห่งนกหงส์) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบัลเลต์แห่งบัลเลต์ นิพนธ์ดนตรีโดย ปีเตอร์ อีลิช ไชคอฟสกี สังคีตกวีชาวรัสเซียน เมื่อปี ค.ศ. 1875 – 76 ออกแบบท่าเต้น โดย จูลิอุส ไรซิงเงอร์ (Julius Reisinger)และคณะบัลเลต์บอลชอย (Bolshoi) นำออกแสดงเป็นรอบปฐมทัศน์ที่โรงละครบอลชอย (Bolshoi Theatre) ณ กรุงมอสโค เมื่อวันที่ 4 เดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1877 บัลเลต์กำเนิดขึ้นที่ราชสำนักอิตาเลียนในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ใช้สำหรับการแสดง แล้วภายหลังจึงเผยแพร่ไปยังประเทศฝรั่งเศสและประเทศรัสเซียซึ่งใช้แสดงเป็นคอนเสิร์ตคือแสดงเป็นมหรสพบนเวทีเพื่อการจ้างเข้าชมการผลิตงานแสดงบัลเลต์เป็นการผลิตงานประณีตศิลป์ที่สังเคราะห์งานศิลปะ 4 อย่างเข้าไว้ด้วยกัน คือ การจับระบำรำเต้น (Dancing แด๊นซิง) การละคร (Drama ดร๊าเมอ) การดนตรี (Music มิ้วสิก) และการตกแต่ง (Décor เด๊คอร) บัลเลต์จำแนกตามประวัติการเกิดได้ 2 ประเภท คือ บัลเลต์แนวคลาสสิกและบัลเลต์แนวทันสมัย บัลเลต์แนวคลาสสิก(Classical Ballet แคล้สซิเคิลบ๊าเล)คือบัลเลต์ที่มีต้นกำเนิดในราชสำนักประเทศอิตาลีสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 สำหรับให้กษัตริย์ เจ้าชายและขุนนางใช้เต้นรำเพื่อความบันเทิง จึงต้องออกแบบท่าเต้นให้มีลักษณะของกระบวนแบบ (Style สไตล์) และท่วงท่า(Deportment ดีพ้อร์ตเมินต์) ให้ประณีต หรูหราและอลังการผิดแผกไปจากท่าเต้นของสามัญชน นักออกแบบท่าเต้น (Choreographer คอรีออกร๊าฟเฟอร์) ท่าแรกๆคือ แบ๊ลทาซาร์ เดอ บิวโจยวอกซ์(Balthasar de Beaujoyeulx)ซึ่งออกแบบให้ผู้เต้นเคลื่อนไหวร่างกายเป็นกระสวนเรขาคณิต และรูปแบบท่าเต้นที่บิวโจย วอกซ์ออกแบบนั้นได้รับการสืบทอดต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มหาราช(King Louis XIV the Great 1638 - 1715) แห่งประเทศฝรั่งเศสซึ่งทรงครองราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1643 ถึงปี ค.ศ.1715 พระองค์จึงได้ทรงให้สถาปนาสถาบันการเต้นรำหลวง (The Royal Academy of Dancing เดอะ รอยแอล เออะแค้เดมมี เอิฟ แด๊นซิง)ขึ้นที่กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1661 และตั้งแต่นั้นมาสถาบันนั้นจึงได้วางเทคนิคพื้นฐานของการวางเท้าให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวลำแขนของการเต้นบัลเลต์ให้มี 5 คือลักษณะและ 5 ชื่อเรียก คือ: 1) เอเรเบส(Arabesques)คือท่าเต้นรำยืนบนปลายเท้าหนึ่งแล้วโค้งตัวลงข้างหน้าและชี้อีกเท้าหนึ่งไปข้างหลัง 2)พิโรเวต(Pirouettes) คือท่าเต้นรำหมุนตัวบนปลายเท้าเดียว 3)กลิสสาด (Glissades) คือท่าเต้นรำยืนไถล 4) อันเตอร์แจต (Entrechats)คือท่าเต้นรำกระโดดขึ้นบนอากาศแล้วไขว้ขาทั้งสองหลายๆรอบ และ 5) ท่าให้เลือกอื่นๆอีกมากกว่า 12 ท่า ส่วนลักษณะการวางแผ่นเท้าทั้งสองบนพื้นราบนั้นมี 5 ลักษณะ คือ: 1) วางส้นเท้าทั้งสองประชิดกันปลายเท้าชี้ออกจากกัน 2) วางส้นเท้าทั้งสองแยกกันปลายเท้าชี้เข้าหากัน 3) วางสองเท้าไขว้กันแบบส้นเท้าประชิดกัน 4) วางสองเท้าไขว้กันแบบส้นเท้าไม่ประชิดกัน 5) วางส้นเท้าหน้าประชิดกับหัวแม่เท้าของเท้าหลัง บัลเลต์แนวสมัยใหม่(Modern Ballet ม้อเดิรน บ๊าเล) บัลเลต์สมัยใหม่สร้างสรรค์ขึ้นได้อย่างอิสระ ใช้โทนเสียงดนตรีที่เร้าให้ผู้แสดงใช้พลังกล้ามเนื้อในการเต้นรำอย่างห้าวหาญ การออกแบบท่าเต้นรำอาจไม่จำเป็นต้องใช้ครูออกแบบท่าเต้นเลยโดยคณะผู้สร้างเป็นผู้ออกแบบท่าเต้นให้สอดคล้องกับโทนเสียงของดนตรีและเนื้อหาของบทละครเอง และผู้แสดงอาจไม่สวมรองเท้าเต้นบัลเลต์ตามแบบคลาสสิกเลย